หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากภาคแรกที่พาเราไปติดอยู่ในเขาวงกตมรณะ ในปี 2015 ผู้กำกับ เวส บอล (Wes Ball) ก็ได้พากลุ่ม “ชาวทุ่ง” (Gladers) กลับมาอีกครั้งในภาคต่อที่มีชื่อว่า Maze Runner: The Scorch Trials หรือชื่อภาษาไทยคือ เมซ รันเนอร์: สมรภูมิมอดไหม้ หนังเรื่องนี้ยังคงจัดเต็มในแนว Action, Thriller, และ Sci-Fi ที่เปลี่ยนจากบรรยากาศปิดตายในกำแพงหิน มาสู่โลกกว้างที่ล่มสลายและถูกแผดเผาด้วยรังสีสุริยะ ซึ่งทวีคูณความอันตรายและความระทึกขวัญมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง: Maze Runner: The Scorch Trials (เมซ รันเนอร์: สมรภูมิมอดไหม้)

  • ผู้กำกับ: เวส บอล (Wes Ball)

  • ประเภท: Action, Thriller, Sci-Fi

  • นักแสดงนำ: * ดีแลน โอ’ไบรอัน รับบท โธมัส

    • คายา สโคเดลาริโอ รับบท เทเรซ่า

    • โทมัส โบรดี-แซงสเตอร์ รับบท นิวท์

    • คี ฮง อี รับบท มินโฮ

    • โรซา ซาลาซาร์ รับบท เบรนด้า

    • เกียนคาร์โล เอสโพซิโต้ รับบท ฮอร์เก้

    • เอเดน กิลเลน รับบท แจนสัน (Rat Man)

    • แพทริเซีย คลาร์กสัน รับบท เอวา เพจ

จุดเริ่มต้นหลังพ้นเขาวงกต: ความหวังที่อาจเป็นกับดัก

เรื่องราวใน Maze Runner: The Scorch Trials เริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากที่ โธมัส (ดีแลน โอ’เบรียน) และเพื่อนชาวทุ่งที่เหลือรอดชีวิต ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากเขาวงกต พวกเขาถูกนำตัวไปยังฐานที่มั่นกลางทะเลทรายที่ดูแน่นหนาและปลอดภัย ภายใต้การดูแลของ คุณแจนสัน (เอเดน กิลเลน) ที่นี่ โธมัสได้พบว่าพวกเขาไม่ใช่เด็กกลุ่มเดียวที่ถูกส่งเข้าไปในเขาวงกต แต่ยังมีเด็กวัยรุ่นจากเขาวงกตอื่นๆ อีกหลายแห่งที่ถูกส่งมาพักฟื้นที่นี่เช่นกัน แจนสันให้สัญญาว่าพวกเขาจะได้รับชีวิตใหม่ที่ปลอดภัยจาก WCKD (World In Catastrophe: Killzone Experiment Department) องค์กรที่โธมัสเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความทรมานทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ด้วยสัญชาตญาณและความช่างสังเกตของโธมัส ร่วมกับความช่วยเหลือจาก แอริส เด็กหนุ่มจากอีกเขาวงกตหนึ่ง ทำให้เขาแอบเข้าไปสืบรู้ความจริงที่น่าตกใจว่า ที่แท้จริงแล้วสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่พักพิง แต่มันคือโรงงานทดลองของ WCKD ที่กำลังสูบ “เอนไซม์” จากร่างกายของพวกเด็กๆ เพื่อนำไปผลิตยารักษาไวรัส “แฟลร์” (Flare) ที่กำลังระบาดหนักจนทำให้มนุษย์กลายเป็นซอมบี้ที่เรียกว่า “แคร้งค์” (Cranks)

การหลบหนีสู่ “เดอะ สกอร์ช” (The Scorch)

เมื่อรู้ว่าอันตรายยังไม่จบสิ้น โธมัสจึงตัดสินใจรวบรวมพรรคพวก ทั้ง มินโฮ, นิวท์, เทเรซ่า, ฟรายแพน และวินสตัน วางแผนแหกคุกหนีออกจากฐานทัพของแจนสัน การหลบหนีครั้งนี้พาพวกเขาไปสู่โลกภายนอกที่เรียกว่า “เดอะ สกอร์ช” (The Scorch) หรือสมรภูมิมอดไหม้ ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของเมืองที่เคยรุ่งเรือง แต่ตอนนี้ถูกปกคลุมด้วยทรายและความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์

อุปสรรคในภาคนี้ไม่ได้มีแค่ทหารของ WCKD ที่ไล่ล่าตามหลังมาติดๆ แต่ยังมี “แคร้งค์” มนุษย์ที่ติดเชื้อไวรัสจนเสียสติและกลายเป็นสัตว์ร้ายที่รวดเร็วและน่าสยดสยอง ฉากการหนีแคร้งค์ในห้างสรรพสินค้าที่มืดมิดและซากตึกที่พังทลาย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หนังมีความเป็น Thriller และสยองขวัญมากขึ้นกว่าภาคแรก

พันธมิตรใหม่และแผนการที่ถูกเปิดโปง

ในระหว่างการเดินทางข้ามทะเลทรายอันยาวไกลเพื่อตามหากลุ่มต่อต้านที่ชื่อว่า “ไร้ภาคี” (The Right Arm) โธมัสและเพื่อนๆ ได้พบกับกลุ่มผู้รอดชีวิตที่นำโดย ฮอร์เก้ (เกียนคาร์โล เอสโพซิโต้) และสาวแกร่งอย่าง เบรนด้า (โรซา ซาลาซาร์) แม้ตอนแรกความสัมพันธ์จะเริ่มต้นด้วยความระแวง แต่ในที่สุดพวกเขาก็ต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด โธมัสได้เรียนรู้ว่าโลกภายนอกนั้นซับซ้อนกว่าที่เขาคิด การผจญภัยครั้งนี้พาเขาไปพบกับความลับของ WCKD ที่ลึกซึ้งขึ้น พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ตัวอย่างเลือด แต่ต้องการ “เจตจำนง” และสมองของเด็กกลุ่มนี้เพื่อสร้างทางรอดให้เผ่าพันธุ์มนุษย์โดยไม่สนวิธีการว่าจะโหดร้ายเพียงใด

จุดแตกหักและการทรยศ

เมื่อกลุ่มของโธมัสเดินทางไปถึงฐานของกลุ่ม “ไร้ภาคี” บนภูเขา พวกเขาคิดว่าจะปลอดภัยแล้ว แต่หนังกลับทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่คนดูด้วย การหักหลังครั้งสำคัญ เมื่อตัวละครที่โธมัสไว้ใจที่สุดตัดสินใจเลือกทางเดินที่แตกต่างออกไป โดยอ้างว่าทำเพื่อส่วนรวม ทำให้กองกำลัง WCKD สามารถตามรอยมาถึงที่ซ่อนและเข้ายึดอำนาจ พร้อมกับจับตัวมินโฮและเพื่อนๆ ไปหลายคน

ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศและสูญเสียเพื่อน ทำให้โธมัสเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มที่เน้นการเอาชีวิตรอด กลายเป็น “ผู้นำ” ที่ต้องการจะสู้กลับอย่างเต็มตัว เขาประกาศเจตนารมณ์ว่าจะไม่หนีอีกต่อไป แต่จะหันหลังกลับไปทำลาย WCKD ให้สิ้นซาก

วิเคราะห์ความโดดเด่นของ Maze Runner: The Scorch Trials

  1. การขยายสเกลของเรื่องราว: หากภาคแรกคือการแก้ปริศนาในที่แคบ ภาคนี้คือการสำรวจโลก (World Building) ที่ล่มสลาย เราได้เห็นสภาพสังคม ความเสื่อมโทรม และความโหดร้ายของธรรมชาติ

  2. ฉากแอ็คชั่นที่กดดัน: งานภาพและมุมกล้องของเวส บอล ยังคงทำงานได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะฉากการวิ่งหนีที่ดูแล้วเหนื่อยแทนตัวละครจริงๆ

  3. การพัฒนาตัวละคร: เราเห็นความกดดันที่ถาโถมเข้าใส่โธมัส ซึ่ง ดีแลน โอ’ไบรอัน ถ่ายทอดอารมณ์ความสับสนและความมุ่งมั่นออกมาได้ยอดเยี่ยม รวมถึงเคมีระหว่างกลุ่มเพื่อนที่ดูแน่นแฟ้นขึ้น

สรุปภาพรวม

Maze Runner: The Scorch Trials (เมซ รันเนอร์: สมรภูมิมอดไหม้) เป็นหนังภาคต่อที่ยกระดับความเข้มข้นขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นแนว Action ที่ดุเดือดขึ้น Thriller ที่ระทึกขวัญจนเกือบนั่งไม่ติดเก้าอี้ และเนื้อหา Sci-Fi ที่ตั้งคำถามกับจริยธรรมของมนุษย์ว่า “เราจะยอมเสียสละชีวิตคนส่วนน้อย เพื่อช่วยคนส่วนใหญ่ได้จริงหรือ?”

บทสรุปของภาคนี้ได้ทิ้งปมใหญ่ให้คนดูต้องติดตามต่อว่าโธมัสจะนำทีมกลับไปชิงตัวมินโฮและโค่นล้ม WCKD ได้อย่างไร ท่ามกลางโลกที่แทบจะไม่เหลือความหวังอะไรเลย

ดูหนังเรื่อง Maze Runner- The Scorch Trials (2015)- เมซ รันเนอร์- สมรภูมิมอดไหม้