หากพูดถึงตัวละครสัตว์ในโลกวรรณกรรมที่เป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก ชื่อของ “ปีเตอร์ แรบบิท” ย่อมปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ แต่ในปี 2018 ผู้กำกับ วิลล์ กลัค (Will Gluck) ได้หยิบเอาเรื่องราวนี้มาปัดฝุ่นใหม่ในรูปแบบ แนวหนัง ไลฟ์แอ็กชันผสมผสานแอนิเมชั่น (Live-action/CGI Animated) ที่มีความร่วมสมัย ขี้เล่น และเต็มไปด้วยมุกตลกที่ทำให้ผู้ใหญ่ก็ดูสนุก เด็กก็ดูเพลิน
1. ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับภาพยนตร์
-
ชื่อเรื่อง: Peter Rabbit (ปีเตอร์ แรบบิท)
-
แนวหนัง: แอนิเมชั่น, คอเมดี, ผจญภัย, ครอบครัว (Animation, Comedy, Adventure)
-
ผู้กำกับ: Will Gluck
-
ให้เสียงพากย์หลัก: James Corden, Margot Robbie, Elizabeth Debicki, Daisy Ridley
-
นักแสดงนำ: Domhnall Gleeson, Rose Byrne
Peter Rabbit ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าซ้ำนิทานเดิม แต่มันคือการขยายจักรวาลของเหล่าสรรพสัตว์ในเลค ดิสทริค (Lake District) ให้ดูมีชีวิตชีวาและ “แสบ” ยิ่งกว่าเดิม โดยใช้เทคนิคการสร้างตัวละครด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกที่สมจริงจนดูเหมือนกระต่ายจริงๆ มาวิ่งเล่นอยู่หน้าจอ
2. เนื้อเรื่องย่อ: ศึกสายเลือดและการทวงคืนพื้นที่ผัก
ปฐมบทแห่งการขโมย
เรื่องราวเริ่มต้นที่สวนผักอันเขียวขจีในแถบชนบทของอังกฤษ Peter Rabbit ฮีโร่แสนซนและรักการผจญภัย ผู้นำของกลุ่มกระต่ายและผองเพื่อนสัตว์ป่าน้อยใหญ่ เขามักจะแอบเข้าไปขโมยผักในสวนของ เฒ่าแม็คเกรเกอร์ อยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อเฒ่าแม็คเกรเกอร์หัวใจวายเสียชีวิตกะทันหันขณะกำลังไล่จับปีเตอร์ ทำให้เหล่าสัตว์ป่าต่างเฉลิมฉลองเพราะคิดว่าสวนแห่งนี้จะกลายเป็นสวรรค์ของพวกเขาตลอดไป
ผู้มาเยือนคนใหม่จากลอนดอน
แต่ความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อ โธมัส แม็คเกรเกอร์ (รับบทโดย ดอมห์นอล กลีสัน) หลานชายผู้เจ้าระเบียบและเกลียดสัตว์ป่า ได้รับมรดกเป็นบ้านและสวนหลังนี้ โธมัสเพิ่งถูกไล่ออกจากงานในห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่ลอนดอน และเขาตั้งใจจะปรับปรุงบ้านหลังนี้เพื่อขายเอาเงินไปเปิดธุรกิจของตัวเอง
ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อโธมัสพบว่าสวนผักแสนสวยของเขาถูกพวกกระต่ายบุกรุก สงครามระหว่างมนุษย์และสัตว์จึงปะทุขึ้นด้วยกับดักหนู รั้วไฟฟ้า และกลยุทธ์สุดพิสดารที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะป้องกันสวน ส่วนอีกฝ่ายพยายามจะทวงคืน
ศึกรักข้างบ้าน
เรื่องราวเริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อมีตัวแปรสำคัญคือ บี (รับบทโดย โรส ไบรน์) สาวข้างบ้านหัวใจงามผู้รักสัตว์และชอบวาดรูปกระต่าย เธอเปรียบเสมือนแม่บุญธรรมของปีเตอร์และพี่น้อง ปีเตอร์รักบีมากและพยายามทำตัวเป็นเด็กดีต่อหน้าเธอ แต่ลับหลังบี ปีเตอร์และโธมัสต่างจ้องจะทำลายกันและกัน สงครามครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นแค่การแย่งชิงผัก แต่เป็นการแย่งชิงความรักและความสำคัญจากบีด้วย
3. เจาะลึกตัวละครและทีมนักแสดงพากย์เสียง
เสน่ห์ของ Peter Rabbit คือการรวมตัวของนักแสดงระดับเอลิสต์ที่มาช่วยสร้างบุคลิกให้สัตว์แต่ละตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว:
-
James Corden (ให้เสียง ปีเตอร์): เจมส์มอบพลังความกวนประสาทแต่แฝงด้วยเสน่ห์แสนซนให้กับปีเตอร์ เขาไม่ใช่กระต่ายที่เรียบร้อยเหมือนในนิทาน แต่เป็นผู้นำที่มีความมั่นใจสูงและรักพวกพ้อง
-
Margot Robbie, Elizabeth Debicki และ Daisy Ridley: ทั้งสามคนมาร่วมให้เสียงสามฝาแฝด ฟล็อปซี, ม็อปซี และคอตตอน-เทล ซึ่งแต่ละตัวจะมีปมส่วนตัวที่น่าตลกขบขัน เช่น ความพยายามที่จะเป็นพี่คนโต หรือนิสัยมุทะลุที่คาดเดาไม่ได้
-
Domhnall Gleeson (ในบท โธมัส แม็คเกรเกอร์): การแสดงของดอมห์นอลนั้นยอดเยี่ยมมากในแง่ของ “ตลกเจ็บตัว” (Slapstick Comedy) เขาถ่ายทอดตัวละครที่มีปมเรื่องความสมบูรณ์แบบและความเครียดสะสมออกมาได้อย่างตลกและน่าสงสารไปพร้อมกัน
4. วิเคราะห์แก่นเรื่อง: ความสูญเสียและการแบ่งปัน
แม้ว่าภาพภายนอกจะเป็นหนังตลกแอ็กชัน แต่ Peter Rabbit (2018) แฝงข้อคิดที่ลึกซึ้งไว้ไม่น้อย:
-
การเผชิญหน้ากับความสูญเสีย: ปีเตอร์ต้องเสียพ่อแม่ไป (ซึ่งถูกทำเป็นพายในเวอร์ชั่นนิทาน) ทำให้เขามีความแค้นฝังใจกับมนุษย์ หนังแสดงให้เห็นว่าความดื้อรั้นของปีเตอร์แท้จริงแล้วคือเกราะป้องกันตัวเองจากการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก
-
การยอมรับและแบ่งปัน: ในตอนท้ายเรื่อง ทั้งโธมัสและปีเตอร์ได้เรียนรู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่พอสำหรับทุกคน การต่อสู้เพื่อครอบครองเพียงผู้เดียวนำมาซึ่งความพินาศ แต่การแบ่งปันพื้นที่ (และหัวใจ) คือทางออกที่ยั่งยืน
-
ความหมายของคำว่าครอบครัว: ครอบครัวไม่ใช่แค่ผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน แต่คือผู้ที่คอยอยู่เคียงข้างและให้อภัยในวันที่เราทำผิดพลาด
5. งานสร้างและเทคนิค CGI
งานภาพใน Peter Rabbit ถือเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของค่าย Sony Pictures Animation โดยเฉพาะการเรนเดอร์ขนของสัตว์ที่ดูนุ่มนิ่มจนอยากสัมผัส และการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่แนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่กระต่ายถูกอุ้ม หรือการต่อสู้ในห้างสรรพสินค้าที่ลอนดอน นอกจากนี้ เพลงประกอบหนังที่ใช้เพลงร่วมสมัยยังช่วยให้หนังมีความทันสมัยและสนุกสนานขึ้นอย่างมาก
6. บทสรุป: ทำไมคุณถึงควรดู Peter Rabbit
Peter Rabbit (2018) ปีเตอร์ แรบบิท คือภาพยนตร์ที่สร้างความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว มันเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่ล้าสมัยของวรรณกรรมอังกฤษให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว แม้จะมีความขัดแย้งที่ดุเดือดระหว่างคนกับกระต่าย (ที่มีทั้งระเบิดและไฟฟ้าช็อต!) แต่หัวใจสำคัญของหนังยังคงอยู่ที่ความเมตตาและการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน
หากคุณกำลังมองหาหนังที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มุกตลกที่ชาญฉลาด และงานภาพสวยๆ ที่เหมือนยกสวนผักในอังกฤษมาไว้ที่บ้าน ปีเตอร์ แรบบิท คือคำตอบที่ไม่ควรพลาด
จุดเด่นที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่จดจำ:
-
ความแสบสัน: ลบภาพกระต่ายน้อยน่ารักขี้อายทิ้งไป เพราะปีเตอร์เวอร์ชั่นนี้คือแสบตัวพ่อ
-
ความสวยงามของสถานที่: ฉากในเลค ดิสทริค สวยงามจนอยากออกไปเที่ยวตามรอย
-
มุกตลกสำหรับทุกวัย: เด็กๆ จะชอบแอ็กชันตลกๆ ส่วนผู้ใหญ่จะขำกับบทสนทนาที่จิกกัดสังคมและพฤติกรรมมนุษย์
