ประการแรก ทีมงานประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการคัดเลือกนักแสดงที่มีบุคลิกและลักษณะเฉพาะตัวที่ใกล้เคียงกับสมาชิกทั้งสี่ของ Queen มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น รามี มาเลก ผู้รับบทเป็น เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่, กวิลิม ลี ในบทบาทของ ไบรอัน เมย์, โจเซฟ แมซเซลโล ผู้สวมบทบาทเป็น จอห์น ดีคอน, และ เบน ฮาร์ดี้ ในบทบาทของ โรเจอร์ เทย์เลอร์
นักแสดงทุกคนต่างต้องทุ่มเทเรียนรู้และเลียนแบบต้นฉบับที่พวกเขารับบทบาทให้ดีที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือความสมจริงจนน่าทึ่ง แม้ในยามปกติ พวกเขาแทบจะไม่มีส่วนคล้ายกับสมาชิกวง Queen เลย แต่เมื่อแต่งหน้า ทำผม และปรับบุคลิก ทุกคนก็กลายเป็นสมาชิกของ Queen ตัวจริงเสียงจริง ยิ่งลีลาการแสดงบนเวทีที่สมจริงและลงตัว ก็ยิ่งทำให้เราต้องยอมรับโดยดุษณีว่าทีมงานคัดเลือกนักแสดงมาได้อย่างเหมาะสมจริงๆ แม้กระทั่งนักแสดงสมทบที่รับบทบาทเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อย่าง เดอร์มอต เมอร์ฟี (รับบทเป็น บ๊อบ เกลดอฟ ผู้จัดงาน Live Aid) ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับตัวจริงอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะทรงผมรังนกกระจอกอันเป็นเอกลักษณ์ของบ๊อบในยุคนั้น
“Bohemian Rhapsody”: มากกว่าแค่หนังเพลง
“Bohemian Rhapsody” ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์เพลงล้วนๆ ไม่ใช่หนังชีวประวัติหรือสารคดีที่เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงอันไพเราะ ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง และชีวประวัติของตัวละครสำคัญทั้งในแง่บวกและแง่ลบ แน่นอนว่าอาจมีการปรุงแต่งเนื้อหาบางส่วนเพื่อประโยชน์ในการเล่าเรื่องและสร้างอรรถรสให้กับผู้ชม
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์ ชอบฟังเพลง แม้จะไม่ใช่แฟนเพลงของ Queen มาก่อน ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ แต่สำหรับแฟนเพลงของ Queen ตัวจริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะในฐานะผู้ที่ติดตามผลงานของ Queen มาตั้งแต่ยุค 70s ผมยังไม่เคยเห็นภาพยนตร์เกี่ยวกับพวกเขาเลย มีเพียงคอนเสิร์ตที่บันทึกไว้ในยุคที่เฟรดดี้ยังมีชีวิต คอนเสิร์ตทริบิวต์เฟรดดี้ และคอนเสิร์ตภายใต้ชื่อ Queen ที่มี พอล ร็อดเจอร์ส และ อดัม แลมเบิร์ต มารับหน้าที่นักร้องนำในภายหลัง
ข้อสังเกตจากแฟนตัวยง: เมื่อไทม์ไลน์ไม่ตรงเป๊ะ
สำหรับแฟนเพลงตัวจริงเสียงจริงของ Queen ที่ติดตามผลงานมาอย่างยาวนาน อาจจะสังเกตเห็นและมีจุดให้จับผิดได้หลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของไทม์ไลน์ที่อาจจะเหลื่อมล้ำไปบ้าง ตัวอย่างเช่น ฉากที่ Queen เริ่มบุกตลาดอเมริกาในปี 1976 และเริ่มเล่นเป็นวงเฮดไลน์ในสถานที่ที่จุคนได้หลักพัน ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาออกอัลบั้ม “A Day at the Race” แต่กลับมีเพลง “Fat Bottom Girl” โผล่มาให้ได้ยินในฉาก ทั้งที่เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม “Jazz” ที่ออกในปี 1978 หรือฉากการถกเถียงกับค่ายเพลง ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าพวกเขาตัดขาดจาก EMI และไปอยู่ภายใต้ปีกของ Elektra แทน
อย่างไรก็ตาม ก็มีจุดที่ดีที่สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนเพลงเช่นกัน อาทิ การนำเพลง “Doing All Right” มาใช้ในช่วงที่เฟรดดี้เพิ่งเข้าร่วมวง ซึ่งเป็นเพลงที่น้อยคนนักจะคาดคิดว่าจะได้ยินในภาพยนตร์ ส่วนความรู้สึกที่ว่า “ทำไมไม่เอาเพลงนี้มาใส่” หรือ “เพลงนี้ไม่ควรใช้” ถือเป็นเรื่องปกติและขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล เพราะต่อให้มีการคัดเลือกเพลงได้ถูกใจแค่ไหน หาก ไบรอัน เมย์ และ โรเจอร์ เทย์เลอร์ ไม่เห็นด้วย ทุกอย่างก็จบลงทันที เพราะสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจอยู่ที่สองคนนี้
สัมผัสอรรถรสอย่างเต็มเปี่ยมสำหรับผู้ที่ไม่ใช่แฟนเพลง
ในมุมมองของผู้ที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ Queen มาตั้งแต่แรก หรือผู้ที่เกิดไม่ทันได้ฟังเพลงของพวกเขาในยุคนั้น แต่ได้ยินเพียงกิตติศัพท์ ความยิ่งใหญ่ของวง ภาพยนตร์ “Bohemian Rhapsody” น่าจะมอบประสบการณ์การรับชมที่น่าประทับใจยิ่งกว่ากลุ่มอื่น เพราะพวกเขาไม่ต้องกังวลกับการจับผิดไทม์ไลน์ ไม่เคยดูไลฟ์คอนเสิร์ตของวงมาก่อน ทำให้สามารถรับชมภาพยนตร์ได้อย่างสนุกสนาน ลื่นไหล และยังได้ฟังบทเพลงอันไพเราะของ Queen ตลอดจนฉากคอนเสิร์ต Live Aid ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างใกล้เคียงกับของจริงมากจนน่าทึ่ง
ความผูกพันของผู้เขียนกับ Queen
ความรู้สึกของผมที่มีต่อ Queen เปรียบได้กับการได้ฟังนักดนตรีดีกรีดอกเตอร์ในแต่ละสาขามาบรรเลงบทเพลงให้ฟัง เป็นดนตรีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาสาระ ความบันเทิง และมนต์เสน่ห์ที่ยากจะลืมเลือน ผมติดตามฟังผลงานของ Queen เกือบทั้งหมดตามไทม์ไลน์ ตั้งแต่อัลบั้ม “News of the World” แล้วย้อนกลับไปฟัง 5 อัลบั้มแรกของวง มาจมดิ่งไปกับ “Jazz” และ “Live Killers” จนกลายเป็นอัลบั้มโปรด
จากวงที่เคยประกาศกร้าวว่าจะไม่ใช้เครื่องสังเคราะห์เสียง (Synthesizer) ในผลงานของตนเอง แต่เมื่อเทคโนโลยีการบันทึกเสียงก้าวหน้าขึ้น พวกเขาก็ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง เมื่อออกอัลบั้ม “The Game” ที่แฟนเพลงได้ยินเสียงซินธ์ตั้งแต่introของเพลงเปิดอัลบั้มอย่าง “Play the Game” กันเลยทีเดียว ผมเริ่มเว้นห่างจาก Queen หลังจากฟังอัลบั้ม “Hot Space” ที่พวกเขาปรับเปลี่ยนสไตล์ดนตรีเพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 80s ทำให้แฟนเพลงหลายคนหันหลังให้กับพวกเขาด้วยความผิดหวัง เพราะดนตรีฮาร์ดร็อคแบบยุค 70s เริ่มหายไป
ตั้งแต่
- อัลบั้มแรก ที่มีชื่อเดียวกับวงในปี 1973
- ไล่เรียงมาจนถึง “Queen II”, “Sheer Heart Attack”
- และ “A Night at the Opera”
พวกเขาพัฒนาขึ้นในทุกๆ ด้าน ทั้งฝีไม้ลายมือในการเล่นดนตรีและการแต่งเพลง จากเพลงร็อค/ฮาร์ดร็อค, พร็อกร็อค, แกลมร็อค ไปสู่โอเปราร็อค และฮาร์ดร็อคเต็มสูบ รูปแบบการแต่งเพลงของเฟรดดี้เน้นไปที่เรื่องราวความรัก โรแมนติก แฟนตาซี และประวัติศาสตร์ โดยมีเสียงเปียโนเป็นตัวเดินเรื่อง ขณะที่ไบรอันถนัดเนื้อหาแนวไซไฟที่มีซาวด์กีตาร์สุดมันเป็นตัวขับเคลื่อน เพลงในยุคนั้นล้วนแต่เป็นเพลงคุณภาพ อาทิ “Keep Yourself Alive”, “Seven Sea of Rhye”, “Ogre Battle”, “Funny How Love Is”, “Now I’m Here”, “Killer Queen”, “’39”, “Love of My Life” และเพลงตัวแทนของพวกเขาที่ภาพยนตร์ใส่รายละเอียดการถือกำเนิดของเพลงนี้ไว้ค่อนข้างละเอียดอย่าง “Bohemian Rhapsody”
ในช่วงอัลบั้ม “News of the World” สถานการณ์ของวงเริ่มนิ่ง และพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการบุกตลาดอเมริกา เมื่ออัลบั้ม “Jazz” ออกในปี 1978 Queen ก็เพิ่มความสำเร็จด้วยซิงเกิลดังอย่าง “Bicycle Race/Fat Bottomed Girls”, “Don’t Stop Me Now”, “Mustapha” พร้อมกับการตระเวนเวิลด์ทัวร์จนเป็นที่มาของ “Live Killers” อัลบั้มการแสดงสดที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคโลก
ความเปลี่ยนแปลงของวงเริ่มเด่นชัดตั้งแต่ “The Game” ในปี 1980 มีเพลงร็อคแอนด์โรลที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อนอย่าง “Crazy Little Thing Called Love” ที่ติดอันดับ 1 ชาร์ตซิงเกิลของอเมริกาเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับอัลบั้มที่ขึ้นอันดับ 1 ทั้งในอังกฤษและอเมริกา มาจนถึง “Hot Space” อัลบั้มที่มีบีทเพลงเต้นนำและซาวด์ดนตรีผสมผสานกับดนตรีคนดำเป็นหลักฐานว่า Queen เปลี่ยนไปมากขึ้น แต่ “The Works” อัลบั้มต่อมาในปี 1984 ก็มีซิงเกิลดังอย่าง “Radio Ga Ga” และ “I Want to Break Free” หลังจากนั้น เฟรดดี้ก็แยกไปทำอัลบั้มเดี่ยวกับสังกัด Sony
หลังจากช่วงนี้ไปจนกระทั่งถึงช่วงที่เฟรดดี้เสียชีวิต ภาพยนตร์ไม่ได้เน้นรายละเอียดมากนัก จนอาจรู้สึกว่าห้วนไปบ้าง กระนั้น ทีมงานก็ได้ตอบแทนผู้ชมด้วยความอลังการของคอนเสิร์ต Live Aid 1985 ที่เกือบสมบูรณ์แบบด้วยความยาวเกือบ 20 นาที ซึ่งเป็นไฮไลต์ของภาพยนตร์ ให้ความรู้สึกราวกับนำคอนเสิร์ตในวันนั้นกลับมาให้แฟนๆ ได้ดูอีกครั้งในอิริยาบถที่คุ้นตา และบางฉากที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากคอนเสิร์ตจริง
สำหรับผู้ที่ไม่ใช่แฟน Queen และไม่ได้ผูกพันกับผลงานเพลงของพวกเขามาก่อน ภาพยนตร์ “Bohemian Rhapsody” น่าจะทำให้คุณตกหลุมรัก Queen และ เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่ ได้อย่างง่ายดาย ส่วนคนที่เป็นแฟนเพลงอยู่แล้ว คุณจะยิ่งรักและเข้าใจพวกเขามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับบางช่วงชีวิตของเฟรดดี้ เพียงแค่คุณชื่นชอบการฟังเพลงสากล ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ
สรุปภาพรวม: “Bohemian Rhapsody” – สำหรับคนดูหนัง
ภาพยนตร์ “Bohemian Rhapsody” ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของวง Queen แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของ เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่ และบทเพลงอมตะที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้น
ทีมงานภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการคัดเลือกนักแสดงที่มีความคล้ายคลึงกับสมาชิกวง Queen อย่างน่าทึ่ง ทั้ง รามี มาเลก (เฟรดดี้), กวิลิม ลี (ไบรอัน เมย์), โจเซฟ แมซเซลโล (จอห์น ดีคอน) และ เบน ฮาร์ดี้ (โรเจอร์ เทย์เลอร์) ทุกคนสามารถถ่ายทอดบุคลิกและลีลาการแสดงบนเวทีได้อย่างสมจริง ทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปพบกับ Queen ตัวจริงอีกครั้ง
“Bohemian Rhapsody” ไม่ใช่แค่หนังเพลงหรือสารคดีชีวประวัติ แต่เป็นการผสมผสานทั้งบทเพลง ประวัติศาสตร์ และชีวประวัติของตัวละครสำคัญที่ซับซ้อน ทำให้ผู้ชมทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงหรือไม่ก็สามารถเพลิดเพลินได้ แม้จะมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับไทม์ไลน์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็ไม่ได้บดบังความสนุกสนานและความประทับใจโดยรวม
สำหรับผู้ที่ไม่ใช่แฟนเพลง Queen มาก่อน ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คุณตกหลุมรักวงดนตรีระดับตำนานวงนี้ได้อย่างง่ายดาย และสำหรับแฟนเพลงตัวจริง คุณจะยิ่งรักและเข้าใจพวกเขามากขึ้น โดยเฉพาะชีวิตในบางช่วงของ เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่
โดยสรุปแล้ว “Bohemian Rhapsody” คือภาพยนตร์ที่พลาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดนตรีสากล เพราะมันคือการรวบรวม บทเพลงอันยิ่งใหญ่ เรื่องราวชีวิตอันน่าทึ่ง และ การแสดงอันทรงพลัง ที่จะคงอยู่ในใจผู้ชมไปอีกนานแสนนาน
