หากจะย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ก่อนที่โลกจะรู้จักกับจักรวาลมาร์เวลหรือดีซีที่รุ่งเรืองอย่างในปัจจุบัน มีภาพยนตร์ฮีโร่แนวทางใหม่เรื่องหนึ่งที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของซูเปอร์ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมให้กลายเป็นเรื่องราวของความแค้น ความวิปริต และโศกนาฏกรรม ผลงานชิ้นนั้นคือ Darkman (1990) หรือในชื่อภาษาไทยว่า ดาร์คแมน หลุดจากคน ภาค 1 ซึ่งเป็นผลงานการกำกับและเขียนบทโดยเจ้าพ่อหนังเขย่าขวัญอย่าง แซม ไรมี่ (Sam Raimi)
1. ข้อมูลพื้นฐานและแนวหนัง (Genre)
-
ชื่อเรื่อง: Darkman (ดาร์คแมน หลุดจากคน)
-
แนวหนัง: Action, Sci-Fi, Horror, Thriller (แอ็กชัน, ไซไฟ, สยองขวัญ, ระทึกขวัญ)
-
ผู้กำกับ: Sam Raimi
-
นักแสดงนำ: Liam Neeson, Frances McDormand, Larry Drake
-
ความยาว: 96 นาที
Darkman ไม่ใช่หนังฮีโร่ทั่วไป แต่มันคือการผสมผสานระหว่าง แนวหนัง แอ็กชันระทึกขวัญเข้ากับกลิ่นอายหนังสยองขวัญคลาสสิก (Classic Monster Movies) อย่าง The Phantom of the Opera หรือ The Invisible Man โดยเน้นไปที่ความเจ็บปวดทางจิตใจและการสูญเสียตัวตน
2. จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม: ด็อกเตอร์ เพย์ตั้น เวสท์เลค
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ห้องทดลองอันทันสมัยของ ด็อกเตอร์ เพย์ตั้น เวสท์เลค (รับบทโดย เลียม นีสัน) นักวิทยาศาสตร์ผู้มีจิตใจดีและทุ่มเทให้กับการวิจัย “ผิวหนังเทียม” (Synthetic Skin) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้รุนแรงหรือเหยื่อจากอุบัติเหตุ เพย์ตั้นเกือบจะประสบความสำเร็จในการสร้างผิวหนังที่ดูเหมือนจริงทุกประการ แต่มันมีข้อเสียร้ายแรงเพียงอย่างเดียวคือ ผิวหนังเทียมนี้จะคงสภาพอยู่ได้เพียง 99 นาทีเมื่อสัมผัสกับแสงสว่าง ก่อนจะสลายตัวและกลายเป็นของเหลวเละๆ
ชีวิตของเพย์ตั้นกำลังไปได้สวย ทั้งในด้านหน้าที่การงานและความรักกับ จูลี่ (รับบทโดย ฟรานเชส แม็คดอร์มันด์) ทนายความสาวผู้เก่งกาจ แต่ทว่าโชคชะตากลับพลิกผันเมื่อจูลี่ไปพบเอกสารลับเกี่ยวกับการทุจริตของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การส่งกลุ่มอันธพาลสุดโฉดเข้ามาจัดการ
3. การทำลายล้างโดย “โรเบิร์ท จี ดูรันท์”
ความหายนะมาเยือนเมื่อกลุ่มอันธพาลที่นำโดยจอมโหด โรเบิร์ท จี ดูรันท์ (รับบทโดย แลร์รี่ เดร็ก) บุกเข้าไปทำลายห้องทดลองของเพย์ตั้นเพื่อตามหาเอกสารใบนั้น พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ทำลายข้าวของ แต่ยังทรมานเพย์ตั้นอย่างทารุณด้วยการเอาหน้าของเขาจุ่มลงในกรด และระเบิดห้องทดลองทิ้งจนทุกสิ่งทุกอย่างถูกเผาอยู่ใต้กองไฟ
ทุกคนเชื่อว่าเพย์ตั้นเสียชีวิตในกองเพลิงนั้นแล้ว แต่เขากลับรอดมาได้ในสภาพที่ร่างกายถูกไฟไหม้เกรียมจนจำเค้าเดิมไม่ได้ เขาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลและรับการรักษาด้วยวิธีตัดเส้นประสาทที่รับความรู้สึกเจ็บปวด ผลข้างเคียงจากการรักษานี้ทำให้เขามีพละกำลังเหนือมนุษย์เนื่องจากร่างกายไม่มีขีดจำกัดด้านความเจ็บปวด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้สารอะดรีนาลีนในตัวเขาพุ่งสูงขึ้นตลอดเวลา ส่งผลให้เขากลายเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้และมีสภาวะทางจิตที่แปรปรวน
4. การอุบัติของ “ดาร์คแมน” และการล่าล้างแค้น
เพย์ตั้นหลบหนีออกจากโรงพยาบาลและกลายเป็นคนเร่ร่อนที่ต้องพันหน้าด้วยผ้าพันแผลสีขาวเพื่อปกปิดความสยดสยอง เขาอาศัยอยู่ในซากอาคารร้างและพยายามสร้างห้องทดลองขึ้นมาใหม่จากเศษเหล็กและอุปกรณ์ที่พอจะหาได้ ภารกิจสำคัญที่สุดของเขาคือการใช้ผิวหนังเทียมที่เขาวิจัยไว้เพื่อ “ปลอมตัว” เป็นศัตรูของเขาเอง
นี่คือจุดกำเนิดของ ดาร์คแมน ชายผู้หลบซ่อนอยู่ในเงามืด เขาเริ่มออกตามล่ากลุ่มของดูรันท์ทีละคน โดยการสร้างหน้ากากหนังเทียมเลียนแบบใบหน้าของเหล่าอันธพาล เพื่อสร้างความแตกแยกและบ่อนทำลายพวกมันจากภายใน ฉากการล้างแค้นของดาร์คแมนเต็มไปด้วยความสะใจและสยองขวัญในเวลาเดียวกัน ตามสไตล์การกำกับที่ชัดเจนของแซม ไรมี่
5. ความดื้อดึงในความรักกับจูลี่
ท่ามกลางไฟแค้น เพย์ตั้นยังคงถวิลหาชีวิตเดิมที่แสนสุข เขาพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับจูลี่ โดยการใช้ผิวหนังเทียมสร้างใบหน้าเดิมของเขาขึ้นมาเพื่อไปพบเธอ อย่างไรก็ตาม เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่บีบคั้น คือเขาสามารถปรากฏตัวในแสงแดดได้เพียง 99 นาทีเท่านั้น
ความดื้อดึงที่จะสร้างชีวิตใหม่กับจูลี่ทำให้เขาต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางใจ เมื่อเขาตระหนักว่าเขาไม่สามารถเป็น “ด็อกเตอร์ เพย์ตั้น” คนเดิมได้อีกต่อไป อารมณ์ที่ระเบิดออกมาบ่อยครั้งและความลับที่ต้องปกปิดทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เต็มไปด้วยอันตราย จนในที่สุดจูลี่ก็เริ่มสงสัยว่าชายที่อยู่ตรงหน้าเธออาจไม่ใช่คนเดิมที่เธอเคยรัก
6. วิเคราะห์การกำกับของ แซม ไรมี่ (Sam Raimi)
Darkman คือลายเซ็นที่ชัดเจนของแซม ไรมี่ ก่อนที่เขาจะไปกำกับ Spider-Man ไตรภาคในเวลาต่อมา หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในศิลปะแบบ “Comic Book” อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น:
-
มุมกล้องที่ฉับไว: การซูมและการเคลื่อนที่ของกล้องที่ดูรุนแรงและเร้าอารมณ์
-
ความสยองขวัญสไตล์กางเกงใน: การใส่ความตลกแบบร้ายๆ (Dark Humor) และความสยองแบบสะใจเข้าไปในฉากแอ็กชัน
-
ตัวละครที่มีปมด้อย: ไรมี่ไม่ได้สร้างฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบ แต่สร้าง “สัตว์ร้าย” ที่มีความเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องต่อสู้กับปีศาจในใจตัวเอง
7. การแสดงที่ยอดเยี่ยมของ เลียม นีสัน และ แลร์รี่ เดร็ก
ก่อนที่จะกลายเป็นคุณพ่อสายบู๊ใน Taken เลียม นีสัน ได้พิสูจน์ฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยมในบทเพย์ตั้น เวสท์เลค เขาต้องแสดงผ่านเมกอัพที่หนาเตอะและผ้าพันแผล แต่กลับสื่อสารความแค้นและความโศกเศร้าออกมาได้อย่างน่าทึ่งทางสายตาและน้ำเสียง
ในขณะเดียวกัน แลร์รี่ เดร็ก ในบท โรเบิร์ท จี ดูรันท์ ก็เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่น่าจดจำที่สุดในยุค 90 ความนิ่งขรึมและความโหดเหี้ยม (เช่น งานอดิเรกในการสะสมนิ้วมือของเหยื่อ) ทำให้เขากลายเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับดาร์คแมน
8. บทสรุปและการก้าวสู่ความเป็น “ดาร์คแมน”
ในช่วงท้ายของเรื่อง หลังจากฉากแอ็กชันปิดท้ายบนเฮลิคอปเตอร์และตึกระฟ้าที่ลุ้นระทึก เพย์ตั้นสามารถกำจัดดูรันท์และพรรคพวกได้สำเร็จ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่กลับไปหาจูลี่ เขาตระหนักได้ว่า “เพย์ตั้น” ได้ตายไปในกองเพลิงนานแล้ว และสิ่งที่เหลืออยู่คือตัวตนใหม่ที่เป็นทั้งผู้พิทักษ์และเพชฌฆาตในเงามืด
คำพูดสุดท้ายของเขาที่ว่า “I am everyone and no one. Everywhere and nowhere. Call me… Darkman.” (ผมคือทุกคนและไม่ใช่ใครเลย อยู่ทุกที่และไม่มีที่ไหน เรียกผมว่า… ดาร์คแมน) กลายเป็นประโยคระดับตำนานที่ปิดฉากภาคแรกได้อย่างสมบูรณ์และเปิดทางสู่ภาคต่อๆ ไป
9. ทำไม Darkman ถึงยังคงเป็นหนังคลาสสิก?
ในความยาวประมาณ 96 นาที หนังสามารถเล่าเรื่องราวที่ครอบคลุมทั้งประเด็นจริยธรรมวิทยาศาสตร์ ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย และความหมายของความเป็นมนุษย์ ดาร์คแมน หลุดจากคน ภาค 1 จึงไม่ใช่เพียงแค่หนังแอ็กชันล้างแค้นดาษๆ แต่เป็นงานศิลปะภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นว่า “ฮีโร่” ไม่จำเป็นต้องสวมชุดรัดรูปสีสันสดใสเสมอไป บางครั้งฮีโร่ก็อาจจะพันแผลทั้งตัวและซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของสังคมเพื่อรอเวลาที่จะทวงความยุติธรรมคืนมา
สรุปจุดเด่นของภาพยนตร์
-
นวัตกรรมเมกอัพ: การแต่งหน้าเอฟเฟกต์ที่ดูน่าสยดสยองแต่สมจริงในยุคนั้น
-
พล็อตเรื่องที่ฉลาด: การใช้ข้อจำกัดเรื่อง “เวลา 99 นาที” มาสร้างความตื่นเต้น
-
บรรยากาศหนัง: ความมืดหม่นสไตล์กอทิกผสมแอ็กชันสมัยใหม่
หากคุณเป็นแฟนหนังของ แซม ไรมี่ หรือชื่นชอบฮีโร่ที่มีมิติความแค้นที่ลึกซึ้ง Darkman คือภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งที่คุณต้องหามาดูให้ได้สักครั้งในชีวิต
