ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แนวสายลับ คงไม่มีชื่อใดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการได้เท่ากับ “เจสัน บอร์น” อีกแล้ว หลังจากห่างหายจากหน้าจอไปนานเกือบ 10 ปี ในปี 2016 พอล กรีนกราส ผู้กำกับคู่บุญ และแมตต์ เดมอน นักแสดงนำผู้เป็นภาพจำของบทบาทนี้ ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Jason Bourne (2016) เจสัน บอร์น ยอดจารชนคนอันตราย ซึ่งถือเป็นภาคที่ 5 ของแฟรนไชส์ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความดิบ สมจริง และการชิงไหวชิงพริบระดับโลกไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
1. ข้อมูลพื้นฐานและแนวหนัง (Genre)
-
ชื่อเรื่อง: Jason Bourne (เจสัน บอร์น ยอดจารชนคนอันตราย)
-
แนวหนัง: Action, Spy Thriller, Mystery
-
ผู้กำกับ: Paul Greengrass
-
นักแสดงนำ: Matt Damon, Alicia Vikander, Tommy Lee Jones, Vincent Cassel, Julia Stiles
Jason Bourne ยังคงยึดมั่นใน แนวหนัง แอ็กชันจารกรรมที่เน้นความสมจริง (Grit and Realism) การใช้กล้องแบบ Hand-held ที่เป็นเอกลักษณ์ และการเดินเรื่องที่รวดเร็วฉับไวสะท้อนภาพสถานการณ์การเมืองโลกในยุคดิจิทัลที่ “ความเป็นส่วนตัว” ถูกคุกคามโดยรัฐ
2. เรื่องย่อเจาะลึก: การเปิดโปงอดีตที่เจ็บปวด
จุดเริ่มต้น ณ ดินแดนห่างไกล
สิบปีหลังจากเหตุการณ์เปิดโปงโครงการแบล็กไบรอาร์ เจสัน บอร์น (Matt Damon) ฟื้นจากอาการความจำเสื่อมโดยสมบูรณ์ แต่ชีวิตของเขากลับไม่ได้สงบสุข เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนในแถบคาบสมุทรบอลข่าน หาเลี้ยงชีพด้วยการชกมวยใต้ดินเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ ในขณะที่อดีตเพื่อนร่วมงานอย่าง นิคกี พาร์สันส์ (Julia Stiles) ได้เข้าร่วมกับกลุ่มแฮกเกอร์ในไอซ์แลนด์ และทำการเจาะระบบของ CIA เพื่อขุดคุ้ยโครงการลับที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
นิคกีพบไฟล์ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของโครงการเทรดสโตน และที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ริชาร์ด เว็บบ์ พ่อของบอร์น เธอตัดสินใจนัดพบบอร์นที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ท่ามกลางเหตุการณ์ประท้วงและการจลาจลครั้งใหญ่ที่จัตุรัสซินแทกมา
การไล่ล่ากลางเปลวเพลิง
การเจาะระบบของนิคกีส่งสัญญาณเตือนไปถึง เฮเทอร์ ลี (Alicia Vikander) หัวหน้าฝ่ายไซเบอร์รุ่นใหม่ของ CIA และผู้อำนวยการผู้ทรงอิทธิพลอย่าง โรเบิร์ต ดิวอี (Tommy Lee Jones) ดิวอีมองว่าบอร์นคือภัยคุกคามที่ต้องกำจัดทิ้ง เขาจึงส่ง “แอสเส็ต” (Vincent Cassel) มือสังหารผู้มีความแค้นส่วนตัวกับบอร์นออกไปจัดการ
ท่ามกลางความวุ่นวายของการประท้วง บอร์นและนิคกีถูกไล่ล่าอย่างหนัก แอสเส็ตอาศัยจังหวะชุลมุนยิงนิคกีเสียชีวิตต่อหน้าบอร์น ก่อนตายเธอได้ทิ้งกุญแจตู้นิรภัยไว้ให้เขา ซึ่งนั่นคือกุญแจที่จะนำบอร์นไปสู่ความจริงเกี่ยวกับพ่อของเขาและการเข้าสู่โครงการเทรดสโตนที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน
3. การค้นพบที่เยอรมนีและลอนดอน
บอร์นเดินทางไปยังเบอร์ลินเพื่อพบกับ คริสเตียน ดาสซอลต์ เพื่อถอดรหัสข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าพ่อของเขาไม่ใช่เพียงนักวิเคราะห์ทั่วไป แต่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับเทรดสโตน การถอดรหัสทำให้ CIA รู้ตำแหน่งของเขา บอร์นต้องเข้าปะทะกับดาสซอลต์ก่อนจะหนีต่อไปยังลอนดอนเพื่อบีบคั้นความจริงจาก มัลคอล์ม สมิธ อดีตเจ้าหน้าที่ที่รู้เบื้องหลังการตายของพ่อเขา
ที่ลอนดอน บอร์นวางแผนอย่างเหนือชั้นโดยการก่อเหตุวุ่นวายในจัตุรัสแพดดิงตัน เขาได้รู้ความจริงที่น่าตกใจว่า พ่อของเขาคือผู้สร้างโครงการเทรดสโตน แต่เมื่อเห็นลูกชายถูกเลือกมาเป็นหนูทดลอง ริชาร์ด เว็บบ์ พยายามจะถอนตัวและเปิดโปงโครงการ ดิวอีจึงสั่งให้แอสเส็ตสังหารริชาร์ดและป้ายสีให้เป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย เพื่อจูงใจให้บอร์นยอมเข้าร่วมโครงการด้วยความแค้น ความจริงนี้ทำให้บอร์นเปลี่ยนเป้าหมายจากการหนีเป็นการ “พิพากษา”
4. สงครามไซเบอร์และสมรภูมิลาสเวกัส
หนังพาผู้ชมไปยังลาสเวกัส ที่ซึ่งมีการประชุมเทคโนโลยีระดับโลก ดิวอีได้ร่วมมือกับ แอรอน คาลัวร์ ผู้ก่อตั้ง “ดีปดรีม” โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ เพื่อใช้โครงการ “ไอเอิร์นแฮนด์” ในการสอดแนมประชาชนทั่วโลกแบบเรียลไทม์ เมื่อคาลัวร์พยายามถอนตัว ดิวอีจึงวางแผนสังหารเขาและเฮเทอร์ ลี ที่เริ่มมีใจออกห่าง
ในฉากแอ็กชันไคลแมกซ์ บอร์นเข้าขัดขวางการลอบสังหารและเผชิญหน้ากับดิวอี การปะทะกันจบลงด้วยความตายของดิวอีด้วยฝีมือของเฮเทอร์ ลี เพื่อช่วยชีวิตบอร์น ตามมาด้วยฉากขับรถไล่ล่าบนถนนสตริปอันเลื่องชื่อ ซึ่งจบลงด้วยการต่อสู้ตัวต่อตัวระหว่างบอร์นและแอสเส็ตในอุโมงค์ระบายน้ำ บอร์นสามารถปิดบัญชีแค้นได้สำเร็จด้วยการฆ่ามือสังหารที่ฆ่าพ่อของเขา
5. บทวิเคราะห์ตัวละครและนัยทางสังคม
Jason Bourne (2016) ไม่ได้เป็นเพียงหนังไล่ล่า แต่มันสะท้อนถึงโลกหลังยุคเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) ที่การควบคุมข้อมูลข่าวสารคืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุด
-
เฮเทอร์ ลี: ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ใน CIA ที่ฉลาดและทะเยอทะยาน เธอไม่ได้ช่วยบอร์นเพราะความเมตตา แต่เธอต้องการใช้บอร์นเป็นบันไดในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ และพยายามจะดึงเขากลับเข้าโครงการเพื่อใช้เป็นอาวุธของเธอเอง
-
โรเบิร์ต ดิวอี: ตัวแทนของอำนาจเก่าที่เชื่อใน “ความมั่นคง” มากกว่า “เสรีภาพ” เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งการควบคุม แม้จะต้องฆ่าคนบริสุทธิ์ก็ตาม
บทสรุป: ผู้ที่ไม่มีวันถูกควบคุม
ฉากสุดท้ายในวอชิงตัน ดี.ซี. คือบทพิสูจน์ความเหนือชั้นของบอร์น เมื่อเฮเทอร์ ลี พยายามเกลี้ยกล่อมให้เขากลับมาทำงานให้รัฐ โดยหารู้ไม่ว่าบอร์นได้แอบบันทึกแผนการร้ายของเธอไว้หมดแล้ว การเดินจากไปของบอร์นพร้อมกับเพลง “Extreme Ways” ของ Moby ที่ดังขึ้น เป็นการตอกย้ำว่า เจสัน บอร์น จะยังคงเป็นอิสระและเป็นเงามืดที่คอยเฝ้าดูความโฉดเขลาของอำนาจรัฐตลอดไป
สรุปความโดดเด่นของภาพยนตร์
-
ชื่อเรื่อง: Jason Bourne (2016)
-
ความยาว: 123 นาที
-
จุดเด่น: ฉากขับรถไล่ล่าที่ลาสเวกัสที่ใช้รถจริงพังพินาศกว่า 170 คัน, การแสดงที่สุขุมของ Matt Damon และการเปิดเผยปูมหลังเรื่องครอบครัวของบอร์นเป็นครั้งแรก
ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นงานที่เติมเต็มแฟรนไชส์ได้อย่างยอดเยี่ยม สะท้อนให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ยอดจารชนคนนี้ก็ยังคงเป็น “ยอดคนอันตราย” ที่ไม่มีใครสามารถสยบได้
