ภาพยนตร์เรื่อง Lincoln ออกฉายในปี ค.ศ. 2012 และเป็นที่รู้จักในชื่อไทยว่า ลินคอร์น จัดเป็นภาพยนตร์แนว ชีวประวัติ/ประวัติศาสตร์/ดราม่า (Biographical/Historical Drama) ที่ทรงพลังและได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการแสดงอันยอดเยี่ยมของ แดเนียล เดย์-ลูอิส ในบทบาทของ อับราฮัม ลินคอร์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยปรมาจารย์แห่งวงการภาพยนตร์อย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) และสร้างจากหนังสือเรื่อง Team of Rivals: The Political Genius of Abraham Lincoln โดย โดริส เคิร์นส์ กูดวิน
บริบททางประวัติศาสตร์: การต่อสู้เพื่อการยุติความเป็นทาส
เนื้อเรื่องของ ลินคอร์น มุ่งเน้นไปที่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกัน นั่นคือช่วง สงครามกลางเมืองอเมริกา (American Civil War) ระหว่างปี ค.ศ. 1861 – 1865 ซึ่งเป็นสงครามระหว่างรัฐทางเหนือ (สหภาพ หรือ Union) และรัฐทางใต้ (สมาพันธรัฐ หรือ Confederacy) โดยมีประเด็นหลักคือ การดำรงอยู่ของระบบทาส
ในช่วงต้นของสงคราม อับราฮัม ลินคอร์น ได้ออก คำประกาศเลิกทาส (Emancipation Proclamation) ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1863 ซึ่งประกาศให้ทาสในสมาพันธรัฐเป็นไท แต่ในทางกฎหมาย คำประกาศนี้มีผลบังคับใช้ในพื้นที่ที่สหภาพสามารถควบคุมได้เท่านั้น ดังนั้น การยกเลิกระบบทาสอย่างถาวรและครอบคลุมทั่วประเทศจึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ภาพยนตร์เรื่อง Lincoln จึงเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 1865 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของสงครามและเป็นช่วงที่ลินคอร์นต้องต่อสู้ทางการเมืองอย่างหนักเพื่อให้มีการผ่าน ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 (Thirteenth Amendment to the United States Constitution) เพื่อให้การเลิกทาสเป็นกฎหมายถาวรและไม่สามารถเพิกถอนได้
การต่อสู้ทางการเมือง: ภารกิจเพื่อญัตติที่ 13
แกนหลักของเรื่องราวคือความพยายามอย่างไม่ย่อท้อของ ลินคอร์น ที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนที่จำเป็นในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) เพื่อผ่านญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ภายใต้บริบทที่วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบไปแล้ว แต่ในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ยังคงขาดเสียงสนับสนุนอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสมาชิกพรรคเดโมแครตที่ต่อต้านการเลิกทาส และกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยมบางส่วน
ลินคอร์นถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่ชาญฉลาดแต่ก็มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เขาใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายและซับซ้อน ตั้งแต่การเจรจาต่อรองอย่างเป็นส่วนตัว การใช้ไหวพริบทางวาทศิลป์ การให้สัญญาเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ ไปจนถึงการ “โน้มน้าว” สมาชิกสภาที่กำลังจะหมดวาระให้เปลี่ยนใจลงคะแนนเสียงเห็นชอบ
-
แรงกดดันจากสงคราม: ขณะเดียวกัน สงครามกลางเมืองก็ดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด ลินคอร์น ต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก: เขาจะรอให้สงครามจบลงแล้วค่อยผลักดันญัตติ ซึ่งอาจจะทำให้ญัตตินี้ถูกมองว่ามีความชอบธรรมน้อยลง หรือจะเร่งรัดการผ่านญัตติในช่วงที่สงครามยังคงดำเนินอยู่ เพื่อใช้ความตื่นตระหนกและความจำเป็นในภาวะสงครามเป็นเครื่องมือในการกดดันให้สมาชิกสภาลงคะแนนเสียง?
-
ความขัดแย้งในพรรครีพับลิกัน: แม้แต่ในพรรคของเขาเอง (พรรครีพับลิกัน) ก็มีความเห็นที่แตกแยก กลุ่มหัวรุนแรง (Radical Republicans) ต้องการให้การเลิกทาสเกิดขึ้นทันทีและให้สิทธิแก่คนผิวสี ในขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องการให้กระบวนการเป็นไปอย่างช้า ๆ และไม่ต้องการให้มีการให้สิทธิทางการเมืองอื่น ๆ แก่คนผิวสี
-
บทบาทของผู้ช่วยคนสำคัญ: ลินคอร์นได้รับความช่วยเหลือจากทีมงานผู้ซื่อสัตย์และมีฝีมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิลเลียม เอช. ซูเวิร์ด (William H. Seward) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้เป็นมือขวาในการวางแผนและจัดการทางการเมือง และเหล่าผู้สนับสนุนที่ทำงานเบื้องหลังอย่างลับ ๆ เพื่อ “โน้มน้าว” สมาชิกสภาที่ยังลังเล
ตัวละครหลักและการปะทะทางอุดมการณ์
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวของลินคอร์นเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับตัวละครรอบข้างที่สะท้อนถึงการปะทะกันทางความคิดและอุดมการณ์ในช่วงเวลานั้น:
-
ธาดเดอุส สตีเวนส์ (Thaddeus Stevens): ส.ส. พรรครีพับลิกันหัวรุนแรงและเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติในสภา เขาเป็นนักปฏิรูปที่แข็งกร้าวและไม่ยอมประนีประนอมในประเด็นสิทธิของคนผิวสี บทบาทของเขาในการประนีประนอมทางการเมืองในที่สุดก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผ่านญัตติ
-
แมรี ทอดด์ ลินคอร์น (Mary Todd Lincoln): ภรรยาของประธานาธิบดี ผู้ซึ่งต่อสู้กับความเจ็บปวดส่วนตัว (การสูญเสียลูกชาย) และความกดดันทางสังคม การแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างลินคอร์นกับภรรยาช่วยให้เราเห็นถึงด้านที่อ่อนไหวและมนุษย์ของผู้นำ
-
โรเบิร์ต ทอดด์ ลินคอร์น (Robert Todd Lincoln): ลูกชายคนโตของลินคอร์น ที่พยายามโน้มน้าวบิดาให้ยอมให้ตนเองเข้าร่วมสงคราม ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในครอบครัวระหว่างความปรารถนาของลูกชายและความกังวลของพ่อแม่ในช่วงสงคราม
-
สมาชิกสภาที่ลังเล: ภาพยนตร์ให้ภาพที่ละเอียดของกระบวนการทางการเมืองผ่านตัวละครของ ส.ส. ที่ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสำคัญที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขา และเป็นตัวแทนของความรู้สึกที่หลากหลายของประชาชนอเมริกันในเวลานั้น
จุดสูงสุดและมรดกที่ทิ้งไว้
จุดสูงสุดทางอารมณ์และการเมืองของภาพยนตร์คือฉากการลงคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฉากที่ตึงเครียดและน่าติดตาม สมาชิกแต่ละคนลุกขึ้นยืนเพื่อประกาศการลงคะแนนเสียงของตน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวังและความสิ้นหวัง เสียง “เยส” ที่เพิ่มขึ้นทีละน้อย เป็นการต่อสู้ที่ต้องแลกมาด้วยการประนีประนอมทางการเมืองและอำนาจ
-
การผ่านญัตติ: ในที่สุด ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ก็ได้รับการลงมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนที่เฉียดฉิวในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1865 นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตทางการเมืองของลินคอร์น และเป็นการเปิดประตูสู่การสิ้นสุดของระบบทาสอย่างเป็นทางการทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา
-
จุดจบอันน่าเศร้า: ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงด้วยการแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการผ่านญัตติควบคู่ไปกับการจบชีวิตที่น่าเศร้าของ อับราฮัม ลินคอร์น เขาถูกลอบสังหารโดย จอห์น วิลค์ส บูธ (John Wilkes Booth) ในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1865 เพียงไม่กี่วันหลังจากที่สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ การเสียชีวิตของเขาในทันทีหลังจากบรรลุเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทำให้มรดกของเขาในฐานะ “ผู้ปลดปล่อย” ยิ่งใหญ่และฝังลึกในจิตสำนึกของชาติ
สรุป: ความยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษที่สมจริง
Lincoln (2012) ลินคอร์น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่ให้ข้อมูล แต่เป็นบทเรียนอันล้ำค่าเกี่ยวกับ การเมืองเชิงปฏิบัติ (Realpolitik) และภาระอันหนักอึ้งของการเป็นผู้นำในช่วงเวลาแห่งวิกฤต แนวหนัง ที่เป็นดราม่าเข้มข้นนี้เผยให้เห็นถึงความซับซ้อนทางศีลธรรมที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มันแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศอันสูงส่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำงานหนักเบื้องหลัง การประนีประนอม การต่อรอง และการใช้ทั้งอำนาจและอิทธิพลในทางที่สร้างสรรค์
ภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นย้ำว่าการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการด้วยการกระทำของลินคอร์นในปี ค.ศ. 1863 และ 1865 นั้น เป็นการเดินทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค ซึ่งสะท้อนมาจนถึงการยอมรับผู้นำผิวสีอย่าง บารัค โอบาม่า ในช่วงเวลาต่อมาอย่างที่เนื้อหาตัวอย่างได้กล่าวถึง ลินคอร์น จึงเป็นภาพยนตร์ที่ยกย่อง ความอุตสาหะทางศีลธรรม และ ความเฉลียวฉลาดทางการเมือง ของชายผู้ที่ต้องแบกรับภาระแห่งการรวมชาติและการมอบเสรีภาพให้แก่พลเมืองอเมริกันทุกคนอย่างแท้จริง
