หากจะกล่าวถึงแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกและเปลี่ยนโฉมหน้าของภาพยนตร์แนวหนังโรแมนติก-แฟนตาซีไปตลอดกาล คงหนีไม่พ้นซีรีส์ชุด Twilight ที่เริ่มต้นการเดินทางมาตั้งแต่ปี 2008 ด้วยรายได้รวมมหาศาลกว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็ได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดใน The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 2 (2012) หรือ แวมไพร์ทไวไลท์ 4 เบรคกิ้งดอว์น ภาค 2 ซึ่งเป็นครึ่งหลังของบทสรุปที่ทุกคนรอคอย
จากมนุษย์สู่การเป็นแวมไพร์เต็มตัว
เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากเหตุการณ์ใน Part 1 จบลง หลังจากที่ เบลล่า สวอน (คริสเต็น สจ๊วต) เกือบต้องสังเวยชีวิตให้กับการให้กำเนิด เรเนสมี ลูกครึ่งมนุษย์-แวมไพร์ จน เอ็ดเวิร์ด คัลเลน (โรเบิร์ต แพททินสัน) ตัดสินใจฉีดพิษแวมไพร์เข้าสู่หัวใจของเธอโดยตรงเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้
ใน Breaking Dawn Part 2 เราจะได้เห็นเบลล่าในรูปลักษณ์ใหม่ เธอไม่ได้เป็นหญิงสาวที่อ่อนแอและต้องคอยได้รับการปกป้องอีกต่อไป แต่เธอกลายเป็นแวมไพร์ที่มีความแข็งแกร่ง มีสัญชาตญาณการล่าที่เฉียบคม และที่สำคัญที่สุดคือเธอมี “โล่พลังจิต” (Shield) ซึ่งเป็นพลังพิเศษที่สามารถปกป้องตัวเองและผู้อื่นจากการโจมตีทางจิตได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเอ็ดเวิร์ดแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะในที่สุดเธอก็สามารถอยู่เคียงข้างเขาได้ในฐานะเผ่าพันธุ์เดียวกันอย่างแท้จริง
อุปสรรคและความผูกพันของ “เจคอบ”
ในขณะที่เบลล่าปรับตัวกับชีวิตใหม่ เจคอบ แบล็ก (เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์) หมาป่าหนุ่มผู้เคยเป็นคู่แข่งทางความรักของเอ็ดเวิร์ด ก็ต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่คาดไม่ถึง นั่นคือการ “ผูกวิญญาณ” (Imprinting) กับเรเนสมี ลูกสาวของเบลล่าและเอ็ดเวิร์ด แม้ในช่วงแรกเบลล่าจะรู้สึกโกรธเคืองที่เจคอบมาผูกวิญญาณกับลูกสาวของเธอ แต่สุดท้ายความผูกพันนี้เองที่กลายเป็นกาวใจสำคัญที่ทำให้เผ่าพันธุ์หมาป่าควิลยูตและครอบครัวคัลเลนต้องจับมือกันเพื่อปกป้องเด็กน้อยคนนี้
จุดเริ่มต้นของสงคราม: ความเข้าใจผิดของโวลตูรี่
ความสงบสุขของครอบครัวคัลเลนอยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อ ไอรีน่า แห่งกลุ่มแวมไพร์เดนาลี ได้เหลือบไปเห็นเรเนสมีขณะกำลังล่าสัตว์ และเข้าใจผิดว่าเรเนสมีคือ “เด็กอมตะ” (Immortal Child) ซึ่งตามกฎเหล็กของโลกแวมไพร์ การสร้างเด็กให้เป็นแวมไพร์ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ต้องโทษประหารชีวิต เพราะเด็กแวมไพร์จะควบคุมสติไม่ได้และอาจเปิดเผยความลับของเผ่าพันธุ์ต่อมนุษย์
ไอรีน่ารีบนำข่าวนี้ไปแจ้งแก่ กลุ่มแวมไพร์โวลตูรี่ ผู้ปกครองเผ่าพันธุ์แวมไพร์ทั้งหมด นำโดย อาโร (ไมเคิล ชีน) ผู้มีความกระหายในอำนาจและจ้องจะทำลายครอบครัวคัลเลนเพื่อครอบครองสมาชิกที่มีพลังพิเศษ (อย่างเอ็ดเวิร์ดและอลิซ) มานานแล้ว เมื่อได้รับข้ออ้างที่สมเหตุสมผล โวลตูรี่จึงยกกองทัพขนาดใหญ่มุ่งหน้าสู่เมืองฟอร์คสเพื่อกวาดล้างตระกูลคัลเลนให้สิ้นซาก
การรวบรวมพันธมิตรแวมไพร์ทั่วโลก
เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ว่าเรเนสมีไม่ใช่เด็กอมตะ แต่เป็นลูกครึ่งที่เกิดจากการตั้งครรภ์จริง ครอบครัวคัลเลนจึงตัดสินใจเดินทางไปทั่วโลกเพื่อขอความช่วยเหลือจากกลุ่มแวมไพร์พันธมิตร ให้มาเป็น “พยาน” ยืนยันความจริง ในภาคนี้เราจะได้เห็นแวมไพร์จากกลุ่มต่างๆ ที่มีพลังวิเศษน่าทึ่ง เช่น:
-
กลุ่มอียิปต์: นำโดยเบนจามิน ผู้สามารถควบคุมธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ตามใจนึก
-
กลุ่มอเมซอน: แวมไพร์สาวผู้มีความดุดันและพลังในการสร้างภาพลวงตา
-
กลุ่มไอริช: ผู้ที่มีความสามารถในการจับเท็จ
การรวมตัวของแวมไพร์หลากหลายเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์หมาป่าภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือการปกป้องเด็กคนหนึ่ง กลายเป็นฉากทัศน์ที่ยิ่งใหญ่และแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีที่เหนือกว่าสัญชาตญาณดิบ
การปะทะกันในทุ่งหิมะ: ฉากจบที่โลกต้องตะลึง
เมื่อวันตัดสินมาถึง ทุ่งหิมะสีขาวโพลนกลายเป็นสมรภูมิระหว่างกองทัพโวลตูรี่ที่มีอำนาจล้นฟ้า กับครอบครัวคัลเลนและเหล่าพันธมิตร บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด อาโรพยายามหาช่องว่างที่จะสั่งโจมตี แม้จะเริ่มรู้ความจริงว่าเรเนสมีไม่ใช่ภัยคุกคามก็ตาม
ไฮไลท์สำคัญของ The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 2 ที่ทำให้แฟนหนังสือและผู้ชมทั่วโลกต้องช็อก คือฉากการต่อสู้สุดท้ายที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือต้นฉบับ (ซึ่งเป็นการดัดแปลงที่ชาญฉลาดของผู้กำกับ บิล คอนดอน) ฉากสงครามกลางทุ่งหิมะที่เต็มไปด้วยการสูญเสียตัวละครสำคัญ การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างพลังพิเศษของแวมไพร์และความแข็งแกร่งของหมาป่า นำไปสู่บทสรุปที่พลิกผันเกินความคาดหมายผ่านวิสัยทัศน์ของ อลิซ คัลเลน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า “สงครามไม่มีผู้ชนะ มีแต่การสูญเสีย”
บทสรุปของมหากาพย์
ในท้ายที่สุด Breaking Dawn Part 2 ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังแอ็คชั่นแฟนตาซี แต่มันคือเรื่องราวของการปกป้องครอบครัว ความศรัทธาในความรัก และการยอมรับในความแตกต่าง หนังจบลงด้วยความประทับใจที่ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของความรักระหว่างเบลล่าและเอ็ดเวิร์ด ย้ำเตือนให้เห็นว่าไม่ว่าจะต้องผ่านอุปสรรคเพียงใด ความรักของพวกเขาก็ยังคงเป็นนิรันดร์
ด้วยความยาวกว่า 2 ชั่วโมง และการโปรดักชั่นที่อลังการกว่าทุกภาคที่ผ่านมา The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 2 จึงเป็นบทปิดท้ายที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านของรายได้ที่ถล่มทลายและกระแสวิจารณ์ที่เป็นบวกจากแฟนคลับทั่วโลก เป็นปรากฏการณ์ครั้งสุดท้ายที่จะยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมไปอีกนานแสนนาน
